ประเทศไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” สำหรับนักลงทุนและผู้มีความมั่งคั่งระดับสูง (UHNWIs) ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวยังมีทั้งโอกาสและข้อจำกัด โดยเฉพาะกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแรง
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า แนวคิดการลงทุนของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งเปลี่ยนจากการมุ่งผลตอบแทนทางการเงินเพียงอย่างเดียว ไปสู่โมเดล “Wealth + Wellness + Mobility” ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ ส่งผลให้ประเทศปลายทางต้องมีองค์ประกอบมากกว่าทำเลหรือราคา
ภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ของบริษัท มองว่า ไทยกำลังขยับจาก “จุดหมายปลายทาง” สู่ “Global Safe Asset” โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก ได้แก่ ระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานสากล โรงเรียนนานาชาติ โครงสร้างพื้นฐานด้านการใช้ชีวิต และภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย
ดีมานด์ต่างชาติฟื้น แต่ยังไม่ใช่ภาพรวมทั้งตลาด
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชี้ว่า แม้กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว แต่การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติฟื้นกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิดที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังหดตัวในช่วงปี 2563–2564 และเริ่มฟื้นตั้งแต่ปี 2565
โครงสร้างผู้ซื้อเปลี่ยนจากการพึ่งพาจีนเป็นหลัก ไปสู่ความหลากหลายมากขึ้น เช่น รัสเซีย ไต้หวัน อังกฤษ และอินเดีย สะท้อนการกระจายความเสี่ยงของเงินทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม ดีมานด์ต่างชาติยังคงกระจุกตัวในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับบนในทำเลเมืองหลัก ขณะที่ตลาดระดับกลาง-ล่างยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ในระดับสูง
“Safe Asset” ไม่ได้เกิดกับทุกโครงการ
แสนสิริประเมินว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” ได้จริง โดยเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่คุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหาร และระบบดูแลหลังการขายในระยะยาว
กลุ่ม UHNWIs ให้ความสำคัญกับ “ความต่อเนื่องของมูลค่า” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยคาดหวังว่าสินทรัพย์จะยังคงมีสภาพพร้อมใช้งานและได้รับการดูแลในอีก 20–30 ปีข้างหน้า
จุดนี้ทำให้โครงการระดับไพรม์ที่มีแบรนด์และแทร็กเรคคอร์ดชัดเจน ได้เปรียบเหนือสินทรัพย์ทั่วไป และกลายเป็นเป้าหมายหลักของเงินทุนต่างชาติ
เมกะโปรเจกต์รัฐหนุน แต่ยังมีความเสี่ยงเชิงนโยบาย
ในระดับมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นปัจจัยสนับสนุนภาพ “ฮับการลงทุนและการอยู่อาศัย” ของไทย
อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่ยังขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องเชิงนโยบาย การลงทุนจริง และปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และเส้นทางการค้าโลก ซึ่งอาจกระทบไทม์ไลน์และความเชื่อมั่นนักลงทุน
โอกาสมี แต่ยังไม่ใช่ “Safe Haven” สำหรับทุกคน
การที่ไทยถูกมองเป็น “Global Safe Asset” สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของดีมานด์โลก แต่ยังไม่ใช่ภาพรวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์
- ตลาดบนและสินทรัพย์คุณภาพสูงยังได้อานิสงส์จากเงินทุนต่างชาติ
- ตลาดในประเทศยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและสินเชื่อ
- ความยั่งยืนของภาพ “Safe Asset” ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพโครงการ มาตรฐานผู้พัฒนา และเสถียรภาพนโยบายรัฐ
ดังนั้น แม้ไทยมีศักยภาพก้าวสู่จุดหมายสำคัญของนักลงทุนโลก แต่การจะเป็น “หลุมหลบภัย” อย่างแท้จริง ยังต้องพิสูจน์ต่อเนื่องในทั้งมิติเศรษฐกิจ นโยบาย และคุณภาพอุตสาหกรรมในระยะยาว