บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดแผนธุรกิจพรีคาสท์ (Precast) ปี 2569 เดินหน้าขยายสู่ตลาดลูกค้าองค์กร (B2B) เต็มรูปแบบ ตั้งเป้ารายได้แตะ 200 ล้านบาท พร้อมวางตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการ “One-Stop Precast Solution” รองรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้าง ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนแรงงานและการขาดแคลนแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรม
นายฐิติพงค์ มงคลปทุมรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส โรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยยังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนและแรงงาน ส่งผลให้ระบบพรีคาสท์กลายเป็นทางเลือกหลัก โดยบริษัทมีประสบการณ์กว่า 15 ปี และมีโรงงานผลิต 6 แห่งในจังหวัดปทุมธานี บนพื้นที่รวมกว่า 200 ไร่ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 5,000 ยูนิตต่อปี
บริษัทระบุว่า จะขยายบริการครอบคลุมทั้งกลุ่ม B2B และ B2C โดยเน้นลูกค้าผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก (SME) รองรับโครงการหลากหลายประเภท เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม โรงแรม และอาคารพักอาศัยไม่เกิน 8 ชั้น พร้อมใช้ระบบการผลิตแบบ Mass Customization ที่สามารถปรับแบบได้โดยไม่กำหนดจำนวนขั้นต่ำ
ในด้านประสิทธิภาพการก่อสร้าง บริษัทระบุว่า ระบบพรีคาสท์ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้างลงประมาณ 40–50% จากเดิม 6–8 เดือน เหลือ 3–5 เดือนต่อหน่วย และช่วยควบคุมต้นทุนได้แม่นยำมากขึ้นจากการผลิตในระบบอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจับมือพันธมิตรทางการเงินเพื่อสนับสนุนสภาพคล่องให้ผู้พัฒนาโครงการ รวมถึงให้บริการวิเคราะห์ศักยภาพที่ดิน การวางแผนผลิตภัณฑ์ และการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study)
ยกระดับโรงงานสู่ Green Precast รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
แสนสิริระบุว่า ได้พัฒนาโรงงานสู่รูปแบบ Green Precast Factory โดยใช้นวัตกรรมคอนกรีตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Concrete) และระบบรีไซเคิลคอนกรีตที่สามารถลดของเสียจากการผลิตได้ประมาณ 98% เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียว เช่น LEED และ BREEAM
ขณะเดียวกัน มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Building Information Modeling มาใช้บริหารจัดการการผลิต รวมถึงอยู่ระหว่างการวิจัยร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อพัฒนาพรีคาสท์เสริมกราฟีน เพิ่มคุณสมบัติด้านฉนวนและการลดการสะสมความร้อน
แผนขยายตลาดสู่หัวเมืองท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม
บริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองหลัก เช่น ชลบุรี พัทยา เชียงใหม่ และ ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง
โดยใช้เทคโนโลยี Semi-Automated Carousel System จากเยอรมนี ซึ่งช่วยลดอัตรางานแก้ไข (Reject Rate) ให้ต่ำกว่า 0.5%
โครงสร้างการแข่งขัน “พรีคาสท์ไทย” และผู้เล่นหลัก
ตลาดพรีคาสท์ในไทยมีการแข่งขันเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งมีมูลค่ารวมคาดการณ์ราว 1.41 ล้านล้านบาท โดยผู้เล่นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ที่มีโรงงานเอง
- SC Asset
- AP Thailand
- Pruksa
กลุ่มนี้ใช้พรีคาสท์เพื่อควบคุมต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้างในโครงการของตนเป็นหลัก และบางส่วนเริ่มขยายบริการสู่ภายนอก
2. ผู้ผลิตพรีคาสท์เฉพาะทาง (Independent Precast)
- CPAC
- Thai Precast Industry
กลุ่มนี้มีฐานลูกค้า B2B เป็นหลัก มีความได้เปรียบด้านกำลังการผลิตและเครือข่ายลูกค้าในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
3. ผู้รับเหมาก่อสร้างและซัพพลายเชน
บริษัทก่อสร้างขนาดกลาง-ใหญ่ที่พัฒนาโซลูชันพรีคาสท์ใช้เองหรือร่วมกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ
ภาพรวมการแข่งขัน
- แข่งขันด้าน “ต้นทุนต่อหน่วย” และ “ความเร็วในการก่อสร้าง”
- การพัฒนา “Green Construction” และมาตรฐาน ESG กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (เช่น Green Loan)
- เทคโนโลยี เช่น BIM และระบบอัตโนมัติ เป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มความแม่นยำและลดของเสีย
- ผู้เล่นรายใหญ่เริ่มขยายจาก “ใช้เอง” ไปสู่ “ขายบริการ” ทำให้การแข่งขันในตลาด B2B เข้มข้นขึ้น