AWC ดัน “เอญ่า เวลเนส คลับ” ปั้น The Empire สู่ Wellness Destination กลาง CBD

60

AWC จับมือ VitalLife เดินหน้า “เอญ่า เวลเนส คลับ” ที่ The Empire หวังเปลี่ยนพื้นที่สำนักงานใจกลาง CBD สู่ Wellness Destination แบบครบวงจร เปิดเฟสแรกปี 2569 และทยอยเต็มรูปแบบปี 2570

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เดินหน้าขยายบทบาทของ “The Empire” จากอาคารสำนักงานและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ ไปสู่จุดหมายปลายทางด้านเวลเนส โดยเปิดตัว “เอญ่า เวลเนส คลับ” (AYYA Wellness Club) พร้อมจับมือศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (VitalLife Scientific Wellness Center) ในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมด้านสุขภาพเชิงป้องกันและศาสตร์การมีอายุยืนยาว หรือ Longevity Medicine

การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนทิศทางของ AWC ที่พยายามเพิ่มฟังก์ชันให้กับสินทรัพย์ในย่าน CBD โดยไม่ได้จำกัด The Empire ไว้เพียงพื้นที่สำนักงาน แต่เชื่อม การทำงาน–สุขภาพ–อาหาร–การพักผ่อน–กิจกรรม–คอมมูนิตี้ เข้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน

เอญ่า เวลเนส คลับ ถูกวางแนวคิดให้เป็น Wellness Community ที่เปิดให้บริการและมีกิจกรรมหมุนเวียนตลอดวัน ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การประเมินสุขภาพ การดูแลน้ำหนักและความเครียด การออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย สปา อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงกิจกรรมเพื่อสร้างคอมมูนิตี้

ส่วนความร่วมมือกับ VitalLife จะเข้ามาดูแลในมิติขององค์ความรู้ด้านสุขภาพเชิงป้องกันและ Longevity Medicine ตั้งแต่การวางแนวคิด การออกแบบบริการ ไปจนถึงมาตรฐานด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยโปรแกรมที่ระบุไว้ในแผน ได้แก่ การประเมินสุขภาพเชิงป้องกัน การวิเคราะห์องค์ประกอบร่างกาย การดูแลน้ำหนักและความเครียด รวมถึงแนวทางดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล

72990

จาก “สำนักงาน” สู่ระบบนิเวศการใช้ชีวิต

จุดที่น่าสนใจในมุมอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มบริการ Wellness เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พื้นที่ของคนในอาคาร

The Empire มีพื้นที่กว่า 48,000 ตารางเมตร และถูกวางตำแหน่งให้เป็นระบบนิเวศด้านไลฟ์สไตล์ที่รวมพื้นที่ทำงาน การพักผ่อน และกิจกรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขณะที่ The Empire Co-Living Space ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์และคอมมูนิตี้ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อเติม Wellness Club เข้าไป จึงเกิดโครงสร้างการใช้งานที่กว้างกว่าอาคารสำนักงานแบบเดิม เพราะกลุ่มเป้าหมายไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้เช่าพื้นที่สำนักงาน แต่รวมถึงคนทำงาน คนเมือง ชาวต่างชาติที่พำนักในไทย และนักเดินทาง

นี่คือแนวทาง Mixed-use ที่ไม่ได้วัดเพียงจำนวนประเภทของพื้นที่ แต่พยายามทำให้แต่ละฟังก์ชันเชื่อมต่อกันและสร้างคนเข้าพื้นที่ตลอดวัน

โจทย์ใหญ่คือ “สร้างคน” ให้เข้าพื้นที่ได้ทั้งวัน

สำหรับ AWC การพัฒนา Wellness Club จึงมีนัยมากกว่าการเพิ่มธุรกิจใหม่ เพราะหากทำได้ตามแนวคิดที่วางไว้ จะช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้ามาใช้พื้นที่ของคนใน The Empire และกลุ่มลูกค้าภายนอก

จากเดิมที่อาคารสำนักงานมีทราฟฟิกหลักตามเวลาทำงาน องค์ประกอบอย่าง Wellness, Dining, Co-Living และ EA Rooftop สามารถช่วยขยายช่วงเวลาการใช้งานพื้นที่ออกไป ตั้งแต่ช่วงเช้า ระหว่างวัน หลังเลิกงาน ไปจนถึงช่วงกลางคืน

โมเดลนี้สอดคล้องกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ต้องแข่งขันกันด้วย Experience และ Ecosystem มากกว่าการขายพื้นที่เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือการเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวให้กลายเป็น จำนวนผู้ใช้บริการจริงและรายได้จริง เพราะการมีบริการ Wellness จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสร้างทราฟฟิกได้โดยอัตโนมัติ

Wellness Economy กับโอกาสของอสังหาริมทรัพย์

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ AWC กำลังวาง Wellness ให้เชื่อมกับทั้งตลาดคนเมืองและนักเดินทางจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้โมเดลธุรกิจไม่ได้พึ่งรายได้จากผู้ใช้บริการในพื้นที่เพียงกลุ่มเดียว

การจับมือกับ VitalLife ยังช่วยเพิ่มองค์ประกอบด้าน Health และ Medical Wellness เข้าไปในโครงการ จากเดิมที่อสังหาริมทรัพย์ประเภท Lifestyle Destination มักแข่งขันกันด้วยอาหาร ช้อปปิ้ง โรงแรม หรือความบันเทิง

หากตลาด Wellness และ Medical Wellness เติบโตต่อเนื่อง อสังหาริมทรัพย์ที่สามารถเชื่อม Health + Hospitality + Lifestyle + Community ได้ ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าจากพื้นที่ได้มากกว่าการปล่อยเช่าพื้นที่แบบดั้งเดิม

แต่จุดพิสูจน์สำคัญยังอยู่ที่ Demand ว่าคนกรุงเทพฯ จะยอมจ่ายเพื่อใช้บริการ Wellness เป็นกิจวัตรมากน้อยเพียงใด และนักท่องเที่ยวจะเข้ามาใช้บริการในสัดส่วนเท่าไร

AWC ระบุว่า เอญ่า เวลเนส คลับ เตรียมเปิดให้บริการเฟสแรกภายในปี 2569 ก่อนทยอยเปิดจุดหมายปลายทางด้าน Wellness และ Lifestyle อย่างเต็มรูปแบบในปี 2570

ดังนั้น ในระยะต่อไป สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่เพียงความครบของบริการ แต่คือ จำนวนผู้ใช้บริการ อัตราการกลับมาใช้ซ้ำ รายได้ต่อพื้นที่ และความสามารถในการสร้างทราฟฟิกให้กับ The Empire ตลอด 24 ชั่วโมง

เพราะท้ายที่สุดแล้ว Wellness Destination จะมีความหมายต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จริง ก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนจาก “พื้นที่ที่มีบริการครบ” ไปสู่ “พื้นที่ที่คนต้องการเข้ามาใช้ชีวิตจริง”

Leave A Reply

Your email address will not be published.