LHMH ทุ่ม 4,300 ล้าน ปั้น “Grande Centre Point Voyage Pattaya” เดิมพันใหม่ตลาดโรงแรมพัทยา
จากโรงแรมสู่ Integrated Destination ดึงครอบครัว–MICE–ต่างชาติ ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 1,300 ล้าน คืนทุน 7 ปี
LHMH เปิดเกมใหญ่ตลาด Hospitality พัทยา ลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท เปิด “Grande Centre Point Voyage Pattaya” โรงแรมแห่งที่ 10 ของแบรนด์ Grande Centre Point และแห่งที่ 3 ในพัทยา วางโมเดล Integrated Destination Hotel รวมโรงแรม สวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร Wellness และ MICE ไว้ในโครงการเดียว หวังดันรายได้โรงแรมปี 2569 แตะ 8,000 ล้านบาท
ตลาดโรงแรมพัทยากำลังขยับจากการแข่งขันเรื่อง “ห้องพัก” ไปสู่การแข่งขันเรื่อง ประสบการณ์และระยะเวลาที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายเงินอยู่ในโรงแรม สะท้อนผ่านการลงทุนครั้งใหญ่ของ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด หรือ LHMH ที่เปิดตัว Grande Centre Point Voyage Pattaya ด้วยเงินลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท
โครงการนี้ถือเป็นโรงแรมแห่งที่ 10 ของกลุ่ม Grande Centre Point และเป็นแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อจาก Grande Centre Point Pattaya และ Grande Centre Point Space Pattaya โดยพัฒนาบนพื้นที่กว่า 111,100 ตารางเมตร และมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แต่สิ่งที่ทำให้ Voyage แตกต่างจากโรงแรมทั่วไป คือบริษัทไม่ได้วางให้เป็นเพียง “ที่พัก” หากแต่พัฒนาเป็น Integrated Destination Hotel ภายใต้แนวคิด “The Borderless Journey” หรือการสร้างจุดหมายที่ผู้เข้าพักสามารถใช้เวลาอยู่ได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ โดยไม่จำเป็นต้องออกไปหากิจกรรมนอกโรงแรม
4,300 ล้าน ลงทุนกับ “เวลาที่ลูกค้าอยู่ในโรงแรม”
หัวใจของโมเดล Voyage คือการเพิ่มรายได้มากกว่าค่าห้องพัก โดยดึงกิจกรรมหลากหลายเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียว ทั้งสวนน้ำ Entertainment ร้านอาหาร Wellness กีฬา และศูนย์ประชุม
LHMH ตั้งเป้าปีแรกมีอัตราการเข้าพักประมาณ 75–80% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 90–95% ในช่วงไฮซีซัน ที่น่าสนใจคือบริษัทตั้งเป้าราคาห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวทั่วไปในพื้นที่ประมาณ 15–20% จากการวาง Positioning เป็น Integrated Destination ระดับพรีเมียม
ขณะที่เป้ารายได้ของโครงการในปีแรกอยู่ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท และคาดว่าจะมีระยะเวลาคืนทุน หรือ Payback Period ราว 7 ปี ตัวแปรสำคัญไม่ได้อยู่ที่ห้องพักเพียงอย่างเดียว เพราะ LHMH คาดว่าสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ค่าห้องพัก หรือ Non-Room Revenue จะสูงถึง 30%
พูดง่าย ๆ คือ โมเดลนี้พยายามทำให้ลูกค้าไม่ได้จ่ายแค่ “ค่าห้อง” แต่จ่ายเพิ่มจากอาหาร เครื่องดื่ม สวนน้ำ กิจกรรม ความบันเทิง Wellness รวมถึงการจัดงานและประชุม นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทกล้าลงทุนในโครงการขนาดใหญ่กว่าการทำโรงแรมทั่วไป
3 โรงแรม 3 Positioning หวังยึดตลาดพัทยา
การลงทุน Voyage ยังต้องมองควบคู่กับการมีโรงแรมของ Grande Centre Point ในพัทยาอยู่แล้ว 2 แห่ง
- Grande Centre Point Pattaya วางจุดขายด้านความสะดวก เชื่อมต่อกับ Terminal 21 Pattaya
- Grande Centre Point Space Pattaya เน้นประสบการณ์ เทคโนโลยี และตลาดครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็ก
- Voyage ถูกวางให้เป็นตัวที่ “กว้างกว่า” ทั้งในด้านกลุ่มลูกค้าและกิจกรรม โดยจับตั้งแต่ครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน นักท่องเที่ยวต่างชาติ ไปจนถึงตลาด MICE
โรงแรม Grande Centre Point ในพัทยา 2 แห่งเดิมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในปีนี้สูงกว่า 90% ซึ่งเป็นฐานที่ทำให้ LHMH เดินหน้าลงทุนโครงการที่ 3 ต่อ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนห้อง แต่ต้องการสร้างพอร์ตโรงแรมที่มี Positioning แตกต่างกันและสามารถเสริมกันในตลาดเดียวกัน
ไฮไลต์ใหญ่ “Time Traveller Water Park” กว่า 20,000 ตร.ม.
ถ้ามองในมิติไลฟ์สไตล์ จุดขายที่เห็นชัดที่สุดของ Voyage คือ Time Traveller Water Park สวนน้ำขนาดกว่า 20,000 ตารางเมตร
พื้นที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 โลก คือ Lost World โลกแห่งการผจญภัยยุคดึกดำบรรพ์ และ Tomorrow Land โลกแห่งอนาคต ทั้งสองพื้นที่เชื่อมต่อกันผ่าน Lazy River, Cave Trail, Skywalk และ Time Tunnel รวมถึงพื้นที่อย่าง Crystal Cave, Stalactite Cave, Ice Cave, Lava Cave และ Lava Pool แนวคิดคือทำให้ “การเดินทางภายในโรงแรม” กลายเป็นกิจกรรมหนึ่งของการพักผ่อน
นอกจากสวนน้ำ ยังมี Voyage Circuit สนามโกคาร์ตไฟฟ้า, Futsal Court และ Midnight Nebula ศูนย์รวมความบันเทิงเกือบ 1,000 ตารางเมตร ที่มีทั้ง AI Interactive Games, PlayStation 5 และ Racing Simulator ส่วนครอบครัวที่มีเด็กสามารถใช้บริการ Rainbow Ville Kids Club และ The Sand Theatre ซึ่งนำเสนอภาพยนตร์แอนิเมชันและเรื่องราวของจักรวาล Voyage
Wellness ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ไม่ใช่แค่สิ่งอำนวยความสะดวก
อีกพื้นที่ที่สะท้อนแนวคิดของโครงการคือ Crimson Canyon Wellness ขนาดกว่า 1,400 ตารางเมตร ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์ Technogym, Hybrid Training Zone, Rock Climbing, Boxing Ring, Steam, Sauna และ Jacuzzi พร้อมวิวทะเล
จุดนี้สะท้อนว่า LHMH พยายามขยายฐานรายได้ไปยังกลุ่ม Wellness และ Lifestyle มากขึ้น แทนที่จะพึ่งรายได้จากห้องพักเพียงอย่างเดียว
494 ห้อง ทุกห้องเห็นทะเล + 9 ร้านอาหารและบาร์
Voyage มีห้องพักและห้องสวีทรวม 494 ห้อง โดยบริษัทระบุว่าทุกห้องสามารถมองเห็นวิวทะเล
ส่วนธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมีทั้งหมด 9 ห้องอาหารและบาร์ ตั้งแต่ร้านอาหารจีนกวางตุ้ง Chef Man Seafood ซึ่งเป็นการนำแบรนด์เชฟแมนมาพัฒนาในรูปแบบ Seafood และเปิดสาขาแรกนอกกรุงเทพฯ
รวมถึง Blue Atlantis Rooftop Restaurant บนชั้น 33 ที่มองเห็นวิวทะเลและเมืองพัทยา, The Portrait of Voyage Sky Bar แบบ Open-Air และ Brooks Brunch & Bar ที่รองรับตั้งแต่ Breakfast ไปจนถึง Late Night การมีร้านอาหารหลายรูปแบบจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบเพื่อเพิ่มความสะดวกให้แขก แต่เป็นส่วนหนึ่งของโมเดล Non-Room Revenue ที่บริษัทต้องการให้มีสัดส่วนถึง 30%
MICE อีกขาธุรกิจที่ต้องการดึงเข้าพัทยา
นอกจากตลาดพักผ่อน Voyage ยังวางตลาด MICE เป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สร้างรายได้โครงการมี Halo Convention Centre และพื้นที่จัดงานรวมกว่า 5,000 ตารางเมตร รองรับการประชุมองค์กร งานเปิดตัวสินค้า งานเลี้ยง และกาล่าดินเนอร์
พื้นที่จัดประชุมหลักออกแบบเป็นแบบ Pillarless เพดานสูง 8 เมตร พร้อม LED ขนาด 28.5 x 5.5 เมตร และมี Boardroom, Business Lounge, VIP Room รวมถึง Time Traveller Terrace สำหรับงาน Outdoor รองรับผู้เข้าร่วมงานได้สูงสุดเกือบ 1,600 คน
การเติม MICE เข้ามาจึงมีความหมายต่อโมเดลธุรกิจ เพราะช่วยให้โรงแรมมีรายได้จากลูกค้าองค์กรในช่วงที่ตลาด Leisure อาจชะลอตัว
เป้าหมายลูกค้าไทย 65% ต่างชาติ 35%
ด้านตลาด LHMH วางกลุ่มลูกค้าปีแรกเป็นคนไทยประมาณ 65% และต่างชาติ 35% ตลาดต่างชาติเน้นเอเชีย ยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มสแกนดิเนเวีย และตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่ม High-Value International Travelers
ขณะที่ตลาดไทยครอบคลุมทั้งครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน กลุ่ม Staycation & Long-Stay รวมถึง Bleisure และ MICE
กลยุทธ์นี้ทำให้ Voyage ไม่ได้เดิมพันกับตลาดต่างชาติอย่างเดียว แต่ใช้ตลาดคนไทยเป็นฐาน ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่รับการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
จากโรงแรมสู่ “จักรวาล” หวังสร้างรายได้ใหม่
อีกด้านที่น่าสนใจคือ LHMH ใช้ Storytelling และ Brand IP เข้ามาสร้าง Ecosystem รอบโรงแรม
บริษัทสร้างตัวละคร 12 Guardians และจักรวาล Xentier เชื่อมโยงกับประสบการณ์ของแขก ตั้งแต่ Hologram ในห้องพัก กิจกรรม Find the Guardians ภาพยนตร์แอนิเมชัน ไปจนถึง Merchandise และของสะสมที่ Mustard Shop
รวมถึงระบบ Voyage Tokens สำหรับลูกค้าที่จองตรงกับโรงแรม เพื่อนำไปใช้กับกิจกรรม ห้องอาหาร ความบันเทิง และแลกของสะสม
นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเปลี่ยนลูกค้าจาก “ผู้เข้าพัก” ให้กลายเป็นสมาชิกของแบรนด์ และเปิดโอกาสสร้างรายได้จาก Merchandise และกิจกรรมในอนาคต
4,300 ล้าน กับโจทย์ใหญ่กว่าการเปิดโรงแรม
ถ้ามองแบบธุรกิจ การลงทุน Voyage ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มโรงแรมอีก 1 แห่ง แต่เป็นการทดลองโมเดล Integrated Destination ที่รวมหลายธุรกิจไว้ในสินทรัพย์เดียว บริษัทลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบรายได้หลายทาง ตั้งแต่ห้องพัก อาหาร เครื่องดื่ม สวนน้ำ Entertainment Wellness ไปจนถึง MICE
เป้าหมายคือรายได้ปีแรก 1,300 ล้านบาท และ Payback Period ประมาณ 7 ปี
ขณะที่ Non-Room Revenue ถูกตั้งเป้าไว้สูงถึง 30% ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าโมเดลนี้ทำได้จริงหรือไม่ เพราะการมีสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมากย่อมหมายถึงต้นทุนการลงทุนและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงตามไปด้วย
ดังนั้น ความสำเร็จของ Voyage จะไม่ได้วัดจากจำนวนห้องพักหรืออัตราเข้าพักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในโรงแรมมากแค่ไหน และใช้จ่ายต่อหัวได้มากเพียงใด
เป้ารายได้ LHMH แตะ 8,000 ล้านในปี 2569
LHMH คาดว่าการเปิด Voyage เต็มรูปแบบในเดือนตุลาคม จะเข้ามาเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนรายได้ของกลุ่มโรงแรมในปี 2569
บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมของกลุ่มโรงแรมไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 35% จากปีก่อน และเป็นเป้าหมายรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่ม
หลังจาก Voyage ยังมีโครงการ Grande Centre Point Chinatown Bangkok มูลค่าการลงทุนประมาณ 3,600 ล้านบาทซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2571
ภาพรวมจึงเห็นทิศทางชัดว่า LHMH กำลังขยายจากธุรกิจโรงแรมไปสู่การเป็นผู้พัฒนา Hospitality Destination ที่พยายามสร้างรายได้หลายช่องทางจากสินทรัพย์เดียว
พัทยากำลังขาย “ประสบการณ์” มากกว่าขายห้องพัก
Grande Centre Point Voyage Pattaya เปิดให้จองโดยตรงตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 และเตรียมเปิดบริการเต็มรูปแบบวันที่ 1 ตุลาคมนี้
สิ่งที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่าโรงแรมใหม่แห่งนี้จะดึงนักท่องเที่ยวได้มากแค่ไหน แต่คือ ตลาดจะยอมจ่าย Premium 15–20% ตามที่บริษัทตั้งเป้าไว้หรือไม่
หากทำได้ โมเดล Integrated Destination อาจกลายเป็นอีกแนวทางของธุรกิจโรงแรมไทยที่ต้องการลดการพึ่งพารายได้จากห้องพัก
แต่หากมองอย่างตรงไปตรงมา เงินลงทุนกว่า 4,300 ล้านบาทก็ทำให้ “ความคาดหวัง” สูงตามไปด้วย เพราะท้ายที่สุด โรงแรมที่มีสวนน้ำ ความบันเทิง ร้านอาหาร Wellness และ MICE ครบในที่เดียว จะคุ้มค่าหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ความอลังการของโครงการ แต่อยู่ที่ อัตราเข้าพัก ราคาห้องพัก รายได้ต่อหัว และความสามารถในการสร้างรายได้จากพื้นที่ที่ไม่ใช่ห้องพัก
และนี่คือโจทย์จริงของ Grande Centre Point Voyage Pattaya เมื่อเปิดเกมเต็มรูปแบบในตลาดพัทยาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569



















