ASW ครึ่งปีแรกโตแรง รายได้ 5,691 ล้าน กำไร 792 ล้าน ดัน TITLE ภูเก็ตขึ้นแท่นเครื่องยนต์ใหม่

235

TITLE โต 377% รับโอน Serenity หนุน “ภูเก็ต” ลดความเสี่ยงตลาดกรุงเทพฯ แต่ครึ่งปีหลังต้องจับตา Inventory–การแข่งขัน

บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW รายงานผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 ด้วยรายได้รวม 5,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 98% ขณะที่บริษัทในเครืออย่าง บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการในภูเก็ต มีรายได้ 2,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 377% และกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1,358%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนภาพที่น่าสนใจกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือ ภูเก็ตกำลังเข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องยนต์สำคัญของ ASW มากขึ้น ในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังเผชิญข้อจำกัดจากกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ

ASW โตจาก “ยอดโอน” มากกว่าการเปิดเกมใหม่

ในไตรมาส 2/2569 ASW มีรายได้ 3,529 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63% จากไตรมาสก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 145% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1

เมื่อรวม 6 เดือนแรก รายได้อยู่ที่ 5,691 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 792 ล้านบาท โดยบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 43%

72990

แรงส่งหลักมาจากการโอนโครงการที่สร้างเสร็จ โดยเฉพาะกลุ่มคอนโดมิเนียมใกล้สถานศึกษาและโครงการในกรุงเทพฯ ได้แก่ KAVE Wonderland มูลค่า 2,550 ล้านบาท, KAVE Luminous Bangmod มูลค่า 1,200 ล้านบาท, Modiz Vault Kaset-Sripatum มูลค่า 2,200 ล้านบาท และ Atmoz Season Ladkrabang มูลค่า 1,100 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน TITLE เข้ามาช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับรายได้จากตลาดภูเก็ต โดยเฉพาะ THE TITLE Serenity Naiyang มูลค่าโครงการ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการหลักที่รับรู้รายได้ในไตรมาส 2

จึงอาจกล่าวได้ว่า การเติบโตของ ASW ในครึ่งปีแรกไม่ได้เกิดจากตลาดเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 2 ตลาด คือ “กรุงเทพฯ–ปริมณฑล” ที่เน้นคอนโดใกล้มหาวิทยาลัยและรถไฟฟ้า กับ “ภูเก็ต” ที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดท่องเที่ยวและ Second Home

TITLE โต 377% จุดที่น่าจับตาที่สุดของกลุ่ม

หากแยกดูเฉพาะ TITLE ตัวเลขเติบโตมีความโดดเด่นมากกว่า ASW อย่างชัดเจน ครึ่งแรกปี 2569 TITLE มีรายได้ 2,004 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 377% และกำไรสุทธิ 293 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,358% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ปัจจัยสำคัญมาจากการรับรู้รายได้ของ THE TITLE Serenity Naiyang ซึ่งสามารถโอนได้ต่อเนื่องแม้อยู่ในช่วง Low Season ของตลาดท่องเที่ยวภูเก็ต

อย่างไรก็ตาม หากมองในฐานะนักวิเคราะห์อสังหาริมทรัพย์ ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่า 13 เท่าไม่ควรตีความตรงๆ ว่าความสามารถทำกำไรของธุรกิจเพิ่มขึ้นในระดับเดียวกัน เพราะฐานกำไรของ TITLE ในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ และปีนี้มีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนเข้ามารับรู้รายได้จำนวนมาก

ดังนั้น สิ่งที่ควรจับตาจริงๆ คือ TITLE จะสามารถรักษาระดับยอดโอนและอัตรากำไรได้ต่อเนื่องหรือไม่ หลังพ้นช่วงการรับรู้รายได้จากโครงการสร้างเสร็จชุดใหญ่

ภูเก็ตกลายเป็น “ตัวกระจายความเสี่ยง” ของ ASW

จุดที่น่าสนใจของโครงสร้าง ASW ในเวลานี้จึงไม่ใช่แค่การมีโครงการในภูเก็ตเพิ่มขึ้น แต่คือการนำตลาดภูเก็ตเข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงจากตลาดกรุงเทพฯ

ตลาดคอนโดมิเนียมกรุงเทพฯ ในช่วงที่ผ่านมาเผชิญปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ความสามารถในการกู้สินเชื่อที่ลดลง และการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ภูเก็ตมีฐานความต้องการอีกแบบหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติ ผู้ซื้อบ้านหลังที่สอง นักลงทุน และกลุ่มกำลังซื้อสูงที่ไม่ได้พึ่งพาสินเชื่อธนาคารไทยเป็นหลัก

TITLE ระบุว่าในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ยอดขายใหม่เติบโต 15% แม้อยู่ในช่วง Low Season และมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างการชำระเงินของ TITLE ที่บริษัทระบุว่าเก็บเงินจากลูกค้าก่อนส่งมอบสะสมประมาณ 75% ทำให้ Cancellation Rate อยู่ในระดับต่ำมาก

หากตัวเลขดังกล่าวสามารถรักษาได้ต่อเนื่อง จะถือเป็นข้อได้เปรียบด้าน Cash Flow เมื่อเทียบกับการพัฒนาโครงการที่พึ่งพาการกู้สินเชื่อของลูกค้าเป็นหลัก

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภูเก็ตไม่ใช่ตลาดที่ไม่มีความเสี่ยง

เพราะเมื่อผู้ประกอบการเห็นว่าดีมานด์ต่างชาติยังแข็งแรง การแข่งขันก็เพิ่มขึ้นตามมา ทั้งจากผู้ประกอบการไทยและผู้พัฒนาโครงการรายใหม่ที่เข้ามาจับตลาด Luxury และ Second Home มากขึ้น ดังนั้น ความสามารถในการขายจริงและการบริหาร Inventory จะเป็นตัววัดว่า “ภูเก็ต” เป็นเครื่องยนต์ระยะยาว หรือเป็นเพียงแรงส่งจากรอบการโอนโครงการขนาดใหญ่

ครึ่งปีหลัง ASW มีของพร้อมโอนอีก 26,760 ล้าน

ภาพครึ่งปีหลังของ ASW ยังมีโครงการสร้างเสร็จใหม่รอส่งมอบรวม 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท

เฉพาะไตรมาส 3 มีโครงการสำคัญที่จะเริ่มรับรู้รายได้ ได้แก่

  • THE TITLE Serenity Naiyang
  • THE TITLE Heritage Bang-Tao มูลค่า 6,000 ล้านบาท
  • THE TITLE Cielo Rawai มูลค่า 1,200 ล้านบาท
  • Modiz Voyage Srinakarin มูลค่า 2,600 ล้านบาท

โดยเฉพาะ THE TITLE Heritage Bang-Tao มูลค่า 6,000 ล้านบาท ถือเป็นโครงการที่ต้องจับตา เพราะมีขนาดใหญ่และจะเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนรายได้ของ TITLE ในครึ่งปีหลัง

ส่วนไตรมาส 4 ยังมี THE TITLE Villa Estella Naiyang มูลค่า 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทระบุว่าขายหมดแล้ว และเตรียมสร้างเสร็จในช่วงปลายปี

ขณะที่ Backlog ของ ASW ณ สิ้นไตรมาส 2 อยู่ที่ 38,181 ล้านบาท และทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 2571

TITLE มี Backlog 22,981 ล้าน แต่โจทย์ต่อไปคือ “การขายรอบใหม่”

TITLE เองมี Backlog 22,981 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจด้านรายได้ในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า

แต่สำหรับตลาดภูเก็ต สิ่งที่ต้องติดตามมากกว่า Backlog คือ ความสามารถในการสร้างยอดขายใหม่เข้ามาทดแทน Backlog ที่ถูกโอนไป

 

เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถเติบโตจาก Backlog เดิมได้ตลอดไป

หาก TITLE สามารถรักษาอัตราการขายใหม่ได้ ขณะที่การโอนโครงการเดิมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้ภูเก็ตกลายเป็นฐานธุรกิจที่มีความสำคัญต่อ ASW มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่หากยอดขายใหม่ชะลอลงในช่วงที่มีโครงการใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ความเสี่ยงด้าน Inventory ก็จะเพิ่มขึ้นทันที

จาก “ขายคอนโด” สู่การสร้าง Recurring Income

อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่น่าสนใจคือ TITLE เริ่มขยับออกจากการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยเดินหน้าสร้างธุรกิจ Recurring Income ผ่าน Hospitality

บริษัทเตรียมเปิด “The Salute” ร้านอาหารสไตล์บีชคลับ และมีแผนพัฒนาโรงแรมอีก 3 แห่งร่วมกับ IHG Hotels & Resorts รวมถึงการพัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ Mingle ในทำเลต่างๆ ของภูเก็ต ในมุมธุรกิจ นี่คือความพยายามสร้างโครงสร้างรายได้ที่มีความหลากหลายมากขึ้น และลดการพึ่งพารายได้จากการโอนโครงการในแต่ละปี

แต่ก็ต้องยอมรับว่า Recurring Income ยังไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนหลักของผลประกอบการในปัจจุบัน เพราะรายได้หลักของทั้ง ASW และ TITLE ยังมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น ต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าธุรกิจ Hospitality จะมีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขสวย แต่ครึ่งปีหลังต้องดู “คุณภาพของการโต”

หากมองตัวเลขเพียงผิวเผิน ASW และ TITLE ถือว่าทำผลงานครึ่งแรกปี 2569 ได้โดดเด่น โดยเฉพาะ TITLE ที่รายได้โต 377% และกำไรสุทธิโต 1,358%

แต่สิ่งที่ตลาดควรดูต่อจากนี้ไม่ใช่แค่ “โตเท่าไร” แต่คือ โตจากอะไร และโตต่อได้หรือไม่

ประเด็นแรก คือ การเติบโตมาจากการโอนโครงการสร้างเสร็จจำนวนมาก ซึ่งเป็นเรื่องดีในแง่รายได้และ Cash Flow แต่เมื่อโครงการเหล่านี้โอนไปแล้ว บริษัทจำเป็นต้องสร้างยอดขายใหม่เข้ามารองรับการเติบโตในปีถัดไป

ประเด็นที่สอง คือ ภูเก็ตกำลังกลายเป็นฐานรายได้สำคัญของ ASW ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาตลาดกรุงเทพฯ แต่ตลาดนี้ก็มีการแข่งขันสูงขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะตลาด Luxury และตลาดต่างชาติ

ประเด็นที่สาม คือ Backlog สูงไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหมดไป เพราะยังต้องติดตามอัตราการโอนจริง การยกเลิกสัญญา การเก็บเงิน และต้นทุนทางการเงินควบคู่กัน

และประเด็นสุดท้าย คือ Inventory

ในภาวะตลาดที่กำลังซื้อในประเทศยังถูกกดดัน ผู้ประกอบการที่มีโครงการสร้างเสร็จจำนวนมากจะต้องบริหาร Stock ให้ดี เพราะสินค้าคงเหลือที่ขายไม่ออกหมายถึงเงินทุนที่จมอยู่ในโครงการและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

ASW เองระบุชัดว่าจะให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงินและการบริหาร Inventory ขณะที่ TITLE เน้นการรักษาสภาพคล่องและการสร้างรายได้ประจำ

จึงอาจสรุปได้ว่า ครึ่งแรกปี 2569 คือบทพิสูจน์ว่า “การกระจายทำเล” ของ ASW เริ่มเห็นผล แต่ครึ่งหลังจะเป็นบทพิสูจน์ว่า “การบริหารการเติบโต” ทำได้ดีแค่ไหน

เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้โตพร้อมกันทุกทำเล การมีสินค้าที่อยู่ในทำเลมีดีมานด์อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่สุดท้ายสิ่งที่จะตัดสินความแข็งแรงของธุรกิจคือ ขายได้จริง โอนได้จริง เก็บเงินได้จริง และควบคุมต้นทุนได้จริง และนั่นคือสิ่งที่ต้องจับตา ASW กับ TITLE ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Leave A Reply

Your email address will not be published.