วิกฤตแรงงานต่างด้าว กระทบธุรกิจรับสร้างบ้าน HBA เสนอรัฐเร่งปลดล็อก 5 มาตรการด่วน

92

ปัญหา “แรงงานต่างด้าว” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 หลังหลายอุตสาหกรรมเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานหนัก โดยเฉพาะภาคก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนในประเทศเพื่อนบ้าน การเคลื่อนย้ายแรงงานกลับประเทศ รวมถึงขั้นตอนนำเข้าแรงงานที่ล่าช้าและต้นทุนสูง ส่งผลให้หลายโครงการเริ่มสะดุด ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ล่าสุด สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBA ออกมาเสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อภาครัฐ เพื่อแก้วิกฤตแรงงานต่างด้าว หวั่นกระทบธุรกิจรับสร้างบ้านและซัพพลายเชนเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงานในหลายภาคธุรกิจ ทั้งภาคเกษตร บริการ และก่อสร้าง โดยเฉพาะธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น และกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากจำนวนแรงงานต่างด้าวที่ลดลง

ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน ความไม่แน่นอนด้านนโยบายแรงงาน รวมถึงกระบวนการนำเข้าแรงงานตามระบบ MOU ที่ใช้เวลานาน มีหลายขั้นตอน และต้นทุนสูง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มประสบปัญหาขาดแรงงานก่อสร้าง ส่งผลต่อระยะเวลาก่อสร้าง ต้นทุนธุรกิจ และความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

สมาคมฯ จึงได้เสนอ 5 มาตรการ ผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ สมาคมธนาคารไทย เพื่อเร่งปลดล็อกปัญหาแรงงานก่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังชะลอตัวมากกว่านี้

72990

5 ข้อเสนอแก้วิกฤตแรงงานต่างด้าว

  1. เปิดขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมายในประเทศแบบเร่งด่วน
    เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการผ่อนผันพิเศษ เปิดโอกาสให้แรงงานที่อยู่ในไทยแล้ว แต่ยังไม่มีสถานะถูกต้อง สามารถเข้าสู่ระบบและขอใบอนุญาตทำงานได้ โดยไม่ต้องส่งกลับประเทศ ซึ่งจะช่วยเติมแรงงานเข้าสู่ระบบได้เร็วที่สุด
  2. ลดขั้นตอนและต้นทุนการนำเข้าแรงงาน MOU
    สมาคมฯ มองว่าปัจจุบันขั้นตอนเอกสารมีความซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมาก จึงเสนอให้ปรับเป็นระบบ One-Stop Service เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และจูงใจให้แรงงานเข้าสู่ระบบถูกกฎหมายมากขึ้น
  3. พัฒนาระบบ E-Work Permit แบบ Real-time
    ปัจจุบันการต่ออายุใบอนุญาตแรงงานใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ส่งผลให้ธุรกิจก่อสร้างสะดุด จึงเสนอให้รัฐพัฒนาระบบดิจิทัลที่สามารถอัปเดตและอนุมัติข้อมูลได้แบบเรียลไทม์
  4. เปิด MOU กับประเทศทางเลือกใหม่
    ที่ผ่านมา ภาคก่อสร้างไทยพึ่งพาแรงงานจากบางประเทศมากเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงเมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งหรือข้อจำกัดด้านนโยบายระหว่างประเทศ จึงเสนอให้รัฐกระจายแหล่งแรงงานใหม่เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว
  5. เร่ง Upskill แรงงานช่างฝีมือ
    ธุรกิจรับสร้างบ้านต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมาก ทั้งช่างปูน ช่างไฟ และช่างระบบ สมาคมฯ เสนอให้ภาครัฐร่วมมือกับเอกชนพัฒนาทักษะแรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพงานและเพิ่มรายได้แรงงานตามทักษะจริง

นายอนันต์กร กล่าวว่า ข้อเสนอทั้ง 5 ข้อ ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือนายจ้าง แต่เป็นการประคองโครงสร้างพื้นฐานและซัพพลายเชนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะธุรกิจรับสร้างบ้านถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจ โดยตลาด “บ้านสร้างเอง” ทั่วประเทศ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 9,800-12,000 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเริ่มกังวลว่า หากปัญหาขาดแคลนแรงงานยังไม่ได้รับการแก้ไข อาจกระทบต่อภาคก่อสร้างโดยรวม ทั้งโครงการบ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ และงานโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัวและต้นทุนธุรกิจที่อยู่ในระดับสูง

Leave A Reply

Your email address will not be published.