ILINK ต่ออายุ CAC ครั้งที่ 3 เดินหน้าระบบต่อต้านคอร์รัปชัน
อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น หรือ ILINK ได้รับการรับรองต่ออายุสมาชิก CAC เป็นครั้งที่ 3 มีผล 3 ปี ระหว่าง 2569–2572 พร้อมเดินหน้าระบบกำกับดูแล ตั้งแต่นโยบาย ประเมินความเสี่ยง ระบบควบคุมภายใน ไปจนถึงช่องทางรับแจ้งเบาะแส
บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK ได้รับการรับรองต่ออายุสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เป็นครั้งที่ 3 โดยประกาศการรับรองเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 และมีระยะเวลาการรับรอง 3 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2572
การต่ออายุครั้งนี้สะท้อนการดำเนินงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันของบริษัทที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงกระบวนการปฏิบัติงาน โดยบริษัทระบุว่ามีทั้งการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติ การบริหารและประเมินความเสี่ยง การควบคุมภายใน รวมถึงการกำกับติดตามและทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทธุรกิจ
นอกจากระบบภายในองค์กรแล้ว ILINK ยังเปิดช่องทางสำหรับการแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียนด้านการทุจริต เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งข้อมูลหรือข้อกังวลได้ โดยมีการกำหนดกระบวนการรับเรื่องและดำเนินการตามแนวทางของบริษัท
ในด้านการเปิดเผยข้อมูล บริษัทระบุว่าได้เผยแพร่นโยบายด้านธรรมาภิบาลผ่านเว็บไซต์นักลงทุนสัมพันธ์ ครอบคลุมทั้งนโยบายต่อต้านการทุจริต นโยบายแจ้งเบาะแสและข้อร้องเรียน นโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ นโยบายการรับ–ให้ของขวัญและการเลี้ยงรับรอง รวมถึงจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจและจรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ILINK ยังได้รับการรับรอง CAC Change Agent ระดับ 3 ดาว ซึ่งเป็นแนวทางที่บริษัทนำมาใช้ในการส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชันไปยังคู่ค้า คู่ธุรกิจ และพันธมิตร
สำหรับบริษัทจดทะเบียน ประเด็นธรรมาภิบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีนโยบาย แต่รวมถึงการสร้างระบบที่สามารถนำไปใช้และตรวจสอบได้จริง โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมความเสี่ยง การแจ้งเบาะแส และการกำกับดูแลความสัมพันธ์กับคู่ค้า
ILINK ระบุว่าแนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้าน ESG โดยให้ความสำคัญกับมิติธรรมาภิบาลควบคู่กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะที่ข้อมูลด้านความยั่งยืนของบริษัทระบุถึงการไม่มีข้อร้องเรียนด้านการทุจริต และการได้รับการรับรอง CAC ระดับ 3 ดาว
การได้รับการรับรอง CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 จึงเป็นข้อมูลอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนแนวทางการกำกับดูแลของ ILINK แต่ในมุมของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ การนำระบบดังกล่าวไปใช้จริง ผลการบริหารความเสี่ยง และการเปิดเผยผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการพิจารณาจากสถานะการรับรองเพียงอย่างเดียว
