ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ส่งเสริมปลูก “ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน”

ผ่านวิสาหกิจชุมชน ผลักดันให้เป็นข้าวอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่มีมูลค่าสูง

ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน เป็นข้าวอินทรีย์คุณภาพดีที่ปลูกด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ ปลูกในพื้นที่นาที่ได้รับน้ำแร่ธรรมชาติไหลผ่าน ทำให้เมล็ดข้าวมีความนุ่มและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง จนมีคำกล่าวว่า “คนสุขภาพดีด้วยออนเซ็น ข้าวมากคุณค่าด้วยน้ำแร่” ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน จึงเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างมูลค่าให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูก กว่า 408,840 บาทต่อปี

นางสาวปิยวรรณ มาตราช ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง เปิดเผยว่า ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อนเป็นข้าวพันธุ์ กข83 ที่นำมาปลูกในอำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โดยใช้แหล่งน้ำในการเพาะปลูกจากลำน้ำมอญที่มีน้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ซึ่งมีความโดดเด่นทางธรณีวิทยาสูงของประเทศไทย จากการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทดลองปลูกข้าวพันธุ์ กข83 ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่สายน้ำแร่แจ้ซ้อน พบว่า คุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะปริมาณธาตุอาหารในเมล็ดข้าว ได้แก่ วิตามินบี 1 แคลเซียม แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส สังกะสี และโพแทสเซียม ของข้าวพันธุ์ กข83 ที่ปลูกในพื้นที่สายน้ำแร่แจ้ซ้อนมีปริมาณสูงกว่าที่ปลูกนอกพื้นที่ รวมถึงพบสารแอนโทไซยานินสูงถึง 5.77 เท่า ส่งผลให้ข้าวมีราคาสูงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับราคาข้าวเหนียวที่นิยมปลูกในจังหวัดลำปาง อีกทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันนี้มีเกษตรกรที่ต้องการยกระดับการผลิตข้าวของตนเอง เพื่อพัฒนาพื้นที่ผลิตเป็นระบบอินทรีย์ และหันมาปรับเปลี่ยนวิถีการทำนาจากการปลูกข้าวเหนียวเพื่อการบริโภค เป็นการผลิตข้าวสีที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพื่อตอบสนองต่อตลาด Niche market และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศน์เพิ่มมากขึ้น

กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดเมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง เล็งเห็นความสำคัญและโอกาสของเกษตรกร ที่จะได้ เรียนรู้และยกระดับกระบวนการผลิตข้าวของตนเองจากวิถีดั้งเดิม สู่การปลูกข้าวโดยใช้องค์ความรู้ และเทคโนโลยีร่วมกับภูมิปัญญาวิถีดั้งเดิมที่ตนเองมี ประกอบกับจังหวัดลำปางมีแนวคิดในการพัฒนาการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ จากศักยภาพของเกษตรกรร่วมกับความโดดเด่นของพื้นที่ จึงเกิดการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฎลำปาง และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ได้แก่ กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นต้น ในการพัฒนาให้เป็นสินค้า “ข้าวอัตลักษณ์ลำปาง”

ทั้งนี้ กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง มีบทบาทเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ในการผลิตข้าวอินทรีย์ตามมาตรฐาน ความรู้ในการสำรวจโรคแมลง และการอนุรักษ์แมลงศัตรูธรรมชาติ ยังได้ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอินทรีย์ และเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง ส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งด้วยระบบควบคุมภายในกลุ่ม พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการตรวจรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และมีการเชื่อมโยงตลาดผลผลิตข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกับผู้ประกอบการค้าข้าว นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ เป็นต้น เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างยั่งยืน

ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อนหรือข้าวพันธุ์ กข83 เป็นข้าวสีที่ให้ผลผลิตสูง สามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง
มีความต้านทานต่อโรคไหม้ จึงดีกว่าการปลูกข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ที่สามารถปลูกได้เฉพาะนาปีและมีความอ่อนแอต่อโรคไหม้ และเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง 1 ที่ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง นอกจากนี้ยังพบว่า ปริมาณผลผลิตไม่แตกต่างกันเมื่อเปรียบเทียบกับข้าวสีพันธุ์อื่น และพบว่า มีความต้านทานโรคถอดฝักดาบหรือโรคหลาวได้ดี เกษตรกรจึงสามารถคัดพันธุ์และเก็บไว้ใช้ในฤดูกาลถัดไปได้ ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวสายพันธุ์ข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน จำนวน 1 กลุ่ม เกษตรกรจำนวน 13 ราย พื้นที่ปลูก 38 ไร่ กลุ่มเกษตรกรมีการทำข้อตกลงการซื้อขาย (MOU) กับสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด ตั้งแต่ปีการผลิต 66/67 จนถึงปัจจุบัน โดยปีการผลิต 2568/69 มีปริมาณการซื้อขาย 20,442 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 20 บาท รวมมูลค่า 408,840 บาท ขณะที่ราคาข้าวเหนียวที่นิยมปลูกในจังหวัดลำปาง ราคาอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 10.70 – 11.70 บาท

“ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง มีทิศทางการเพิ่มพื้นที่การผลิตข้าวอินทรีย์ โดยการส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการผลิตข้าวอินทรีย์ มาตรฐานข้าวอินทรีย์ ขั้นตอนในการขอรับรอง และระบบควบคุมภายในกลุ่ม ให้แก่เกษตรกรที่สนใจ ซึ่งปัจจุบันนี้มีกลุ่มเป้าหมายเพิ่มอีก 2 กลุ่ม เกษตรกร 18 ราย พื้นที่ 37.75 ไร่ ทั้งนี้เพื่อให้ตอบโจทย์ในการพัฒนาสินค้าใหม่ ภายใต้ตราสัญลักษณ์และแบรนด์ต่างๆ และเพิ่มพื้นที่การผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นของสหกรณ์การเกษตรห้างฉัตร จำกัด นอกจากนี้ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง ยังได้มุ่งเน้นการพัฒนาข้าวสายน้ำแร่แจ้ซ้อน หรือพันธุ์ กข83 โดยพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ (ข้าว) ข้าวสายน้ำแร่ สู่ข้าวอัตลักษณ์ลำปาง ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดลำปาง จัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ (ข้าว) ในรูปแบบผลิตภัณฑ์แปรรูป ภายใต้ตราสัญลักษณ์และแบรนด์ต่างๆ ต่อไป” ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวลำปาง กล่าวทิ้งท้าย

Comments (0)
Add Comment