ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศแผนธุรกิจปี 2026 ภายใต้กลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 25,000 ล้านบาท และรายได้รวม 10,000 ล้านบาท บนสมมติฐานว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีหน้า “โตเพียงเล็กน้อย” ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การเร่งเปิดโครงการแบบเดิม แต่เป็นการ “กระจายพอร์ต” เพื่อลดความผันผวนรายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นแกนหลักของกลุ่ม
รายได้ 10,000 ล้าน: โตจริงหรือแค่ประคอง? บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปี 2026 ที่ 10,000 ล้านบาท พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่รวม 19,400 ล้านบาท แบ่งเป็น
-
ที่อยู่อาศัย 6 โครงการ มูลค่า 7,400 ล้านบาท
-
โรงแรม 4 แห่ง มูลค่า 5,900 ล้านบาท
-
อาคารสำนักงาน–เชิงพาณิชย์ 4 โครงการ มูลค่า 3,100 ล้านบาท
-
คลังสินค้า–โรงงานให้เช่า 5 โครงการ พื้นที่ 150,000 ตร.ม. มูลค่า 3,000 ล้านบาท
ตัวเลขการเปิดโครงการถือว่า “ไม่หวือหวา” เมื่อเทียบกับยุคก่อนโควิดที่หลายดีเวลลอปเปอร์เร่งเปิดเกิน 30,000–40,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนการตั้งรับมากกว่าการรุก
จุดที่ต้องจับตาคือ Backlog คอนโดพร้อมโอนกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 70% ของมูลค่า 7 โครงการที่แล้วเสร็จ หากโอนได้ตามแผน จะช่วยพยุงรายได้ปีหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความเสี่ยงยังอยู่ที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อและกำลังซื้อในประเทศ
ต่างชาติ 6,300 ล้าน: โอกาสจริงหรือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์?
บริษัทระบุว่ายอดขายลูกค้าต่างชาติอยู่ที่ 6,300 ล้านบาท จากกว่า 30 ประเทศ โดยทำเลหลักคือ Phuket, Pattaya และ Bangkok CBD
แม้กระแส “Thailand as Global Safe Zone” จะหนุนดีมานด์ Second Home และ Expat Housing แต่ต้องยอมรับว่าตลาดนี้อ่อนไหวต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และนโยบายควบคุมเงินทุนข้ามประเทศ หากมีความผันผวนรอบใหม่ ผลกระทบจะสะท้อนทันทีในกลุ่มคอนโดเพื่อการลงทุน
5 เสาหลัก ORIGIN GROUP: กระจายพอร์ตลดแรงเหวี่ยง
1) คอนโด – รักษาฐานตลาด Pet Friendly
ภายใต้ ORIGIN VERTICAL ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท
ปัจจุบันมีโครงการ Pet Friendly กว่า 25 โครงการ 4,966 ยูนิต ถือเป็นนิชมาร์เก็ตที่บริษัทครองส่วนแบ่งสูง
อย่างไรก็ตาม ตลาดคอนโดโดยรวมยังเผชิญสต๊อกสะสมและการแข่งขันด้านราคา การรักษาอัตรากำไรจะเป็นบททดสอบสำคัญ
2) บ้านจัดสรร – ผ่านบริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน)
ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท เปิดใหม่ 3 โครงการ 3,200 ล้านบาท
ตลาดแนวราบยังมีแรงหนุนจากดีมานด์เรียลดีมานด์มากกว่าคอนโด แต่การแข่งขันในกลุ่มระดับกลาง–บนรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
3) บริการอสังหาฯ – พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน)
ตั้งเป้ารายได้ 2,000 ล้านบาท เน้นรายได้ค่าบริหารจัดการและแพลตฟอร์มบริการ
ธุรกิจนี้เป็นกลไกสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ช่วยลดความผันผวนจากยอดโอน
4) โรงแรม–อาคารสำนักงาน – ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน)
ปี 2026 เตรียมเปิดโรงแรมใหม่ 4 แห่ง มูลค่า 5,915 ล้านบาท
พร้อมแผนขาย (Divest) โรงแรม 4 แห่ง มูลค่า 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างกระแสเงินสดกว่า 1,300 ล้านบาท ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest
โมเดลนี้หากจังหวะตลาดดี จะสร้าง IRR สูง แต่หากรอบเศรษฐกิจชะลอ การขายสินทรัพย์อาจได้ราคาต่ำกว่าคาด
5) คลังสินค้า–โรงงาน – ALPHA Industrial
พื้นที่รวมสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 403,859 ตร.ม. อัตราเช่า 95%
ปี 2026 เตรียมเปิดเพิ่ม 150,000 ตร.ม. และวางแผนนำสินทรัพย์เข้ากอง REIT ภายใต้ชื่อ ALPHA REIT
ธุรกิจนี้สอดรับกระแสย้ายฐานการผลิตและโลจิสติกส์ แต่ต้องจับตาความต่อเนื่องของ FDI จริง ไม่ใช่เพียงกระแสข่าว
บทสรุป: ปีแห่ง “การเก็บเกี่ยว” มากกว่า “การเร่งขยาย”
ORIGIN Portfolio Evolution 2026 ไม่ใช่แผนโตแบบก้าวกระโดด แต่เป็นการจัดพอร์ตเพื่อรักษาเสถียรภาพท่ามกลางตลาดที่โตต่ำ
คำถามสำคัญมี 3 ประเด็น
-
รายได้ 10,000 ล้านบาท จะโตจริงหรือเป็นเพียงการรักษาระดับ?
-
Backlog 10,000 ล้านบาท จะโอนได้ครบภายใต้เงื่อนไขสินเชื่อเข้มงวดหรือไม่?
-
การพึ่งพาตลาดต่างชาติ 6,300 ล้านบาท จะยั่งยืนแค่ไหนหากภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน?
หากกระแสเงินสดจากโรงแรม–REIT เดินตามแผน และยอดโอนคอนโดไม่สะดุด ออริจิ้นอาจผ่านปี 2026 ได้อย่างมั่นคง แต่หากตลาดสะดุดอีกระลอก โมเดลกระจายพอร์ตที่วางไว้จะถูกทดสอบทันที
ปี 2026 จึงไม่ใช่ปีแห่งการลุย แต่คือปีแห่งการพิสูจน์ว่า “Diversify” จะช่วยให้ดีเวลลอปเปอร์ไทยรอดพ้นวัฏจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ผันผวนได้จริงหรือไม่.