ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้ายกระดับมาตรการสกัดการฟอกเงินและธุรกรรมของทุนเทา ผ่านการเข้มงวดการใช้เงินสดและการตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติ โดยเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบผู้ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาทในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ หลังมาตรการตรวจสอบการถอนเงินสดขนาดใหญ่ทำให้ยอดถอนลดลงราว 35% พร้อมประสานธนาคารพาณิชย์ปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้วกว่า 1,000 บัญชี และจับตาการใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงินนอกระบบ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทา และการคอร์รัปชัน เป็นภารกิจสำคัญของ ธปท. โดยมีเป้าหมายไม่ให้สถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลกลายเป็นช่องทางสนับสนุนธุรกิจผิดกฎหมาย
ไตรมาส 4 ขยายคุมฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท
ธปท.เตรียมขยายมาตรการไปยังการฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท รวมถึงการแลกธนบัตรจำนวนมากเป็นธนบัตรย่อย ซึ่งผู้ทำรายการจะต้องชี้แจงแหล่งที่มาของเงิน เพื่อป้องกันการใช้เงินสดในการฟอกเงินหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ธปท.ยังสั่งการให้ทุกธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบัญชีม้าและธุรกรรมที่เชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ โดยความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องได้แล้วมากกว่า 1,000 บัญชี
อีกด้านหนึ่ง ธปท.กำลังประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อติดตามการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ USDT ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงผิดปกติ ซึ่งอาจถูกใช้เป็นช่องทางโอนเงินนอกระบบหรือหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน
เร่งวางเกณฑ์กำกับ BNPL คาดชัดเจนภายในสิ้นปี
นายวิทัยกล่าวถึงความคืบหน้าการกำกับดูแลบริการ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลัง ว่า ธปท.อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ หลังผ่านขั้นตอนการหารือกับธนาคารพาณิชย์และการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลมีความซับซ้อน เนื่องจากมีผู้ให้บริการหลายรูปแบบและลักษณะธุรกรรมแตกต่างกัน หากกำหนดเงื่อนไขไม่เหมาะสมอาจสร้างแรงจูงใจที่ผิด เช่น หากกำหนดวงเงินขั้นต่ำในการใช้ BNPL ผู้บริโภคอาจเพิ่มยอดซื้อเพื่อให้เข้าเกณฑ์การผ่อนชำระ
ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า เป้าหมายของการกำกับดูแล BNPL ไม่ใช่การจำกัดการแข่งขันของผู้ประกอบการ แต่ต้องการสร้างวินัยทางการเงินของผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันบริการดังกล่าวขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินความจำเป็น