จาก “สีบ้าน” สู่เครื่องมือ Green Living เมื่ออสังหาฯ เชื่อมสุขภาพ–พลังงาน–คาร์บอนเข้าด้วยกัน

การออกแบบบ้านยุคใหม่กำลังขยับจากการให้ความสำคัญกับ “ความสวยงาม” ไปสู่การเลือกวัสดุที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตั้งแต่การลดความร้อนภายในอาคาร การใช้พลังงาน ไปจนถึงคุณภาพอากาศที่ผู้อยู่อาศัยต้องสัมผัสทุกวัน

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนแนวโน้มนี้คือ “โนวา เวสต์เกต” (Nova Westgate) โครงการที่อยู่อาศัยของ สเตลล่า เอ็กซ์ ซึ่งนำแนวคิด Green Living มาเชื่อมกับ Wellness Living โดยให้ความสำคัญกับการเลือกวัสดุภายในบ้าน รวมถึง “ระบบสี” ที่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงองค์ประกอบด้านความสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดความร้อน การใช้พลังงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อ ESG ลงมาถึง “วัสดุ” ที่อยู่ในบ้าน

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การขับเคลื่อน ESG ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การกำหนดนโยบายระดับองค์กรหรือการพัฒนาโครงการให้มีพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่กำลังขยับเข้าไปสู่รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบให้ผู้บริโภค

สเตลล่าระบุว่า แนวคิด Sustainable Growth & Ecosystem Balance ถูกนำมาใช้ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การก่อสร้าง การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการส่งมอบบ้าน โดยเป้าหมายคือทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมสามารถแปลงเป็นประโยชน์ที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้จริง

กรณีของ Nova Westgate จึงน่าสนใจตรงที่ “วัสดุ” กลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของผู้พัฒนาโครงการกับประสบการณ์การอยู่อาศัยของลูกบ้าน

โดยเฉพาะการร่วมมือกับ เบเยอร์ เพื่อเลือกใช้ระบบสีที่มีคุณสมบัติด้านการสะท้อนความร้อนและสารระเหยต่ำ หรือ Low VOCs

สีสะท้อนความร้อน ลดภาระเครื่องปรับอากาศ

ในมิติด้านพลังงาน ระบบสีที่ใช้กับอาคารสามารถมีบทบาทมากกว่าการสร้างสีสันให้กับพื้นที่ โดยสเตลล่าระบุว่า ระบบสีที่เลือกใช้ในโครงการมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนความร้อน ลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน และลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศ

หากอาคารสะสมความร้อนน้อยลง ความต้องการใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับทั้งค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้อยู่อาศัยและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้า

ประเด็นนี้สะท้อนทิศทางสำคัญของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะการลดคาร์บอนของอาคารไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการติดตั้ง Solar Rooftop หรือระบบประหยัดพลังงานขนาดใหญ่ แต่สามารถเริ่มตั้งแต่การออกแบบและการเลือกวัสดุที่ช่วยลดความต้องการใช้พลังงานของอาคาร

Low VOCs กับโจทย์คุณภาพอากาศในบ้าน

อีกด้านหนึ่งคือ “สุขภาวะ” ของผู้อยู่อาศัย โดยโครงการเลือกใช้ระบบสีที่มีสารระเหยต่ำ หรือ Low VOCs และระบุว่าปราศจากสารปรอทและตะกั่ว

ประเด็นนี้ทำให้การเลือกสีเชื่อมโยงกับเรื่อง Indoor Air Quality หรือคุณภาพอากาศภายในอาคาร ซึ่งมีความสำคัญต่อผู้พักอาศัยโดยตรง เพราะบ้านเป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิตเป็นเวลานาน และคุณภาพของวัสดุที่นำมาใช้ภายในพื้นที่จึงมีความเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย

นี่เป็นจุดที่แนวคิด Green Living และ Wellness Living มาบรรจบกัน เพราะบ้านที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หมายความว่าจะต้องแลกกับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันวัสดุที่คำนึงถึงสุขภาวะก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมได้

จากการเลือกวัสดุ สู่ผลลัพธ์ด้านคาร์บอนที่วัดได้

หนึ่งในข้อมูลที่สเตลล่าระบุคือ การนำระบบสีดังกล่าวมาใช้กับบ้านภายในโครงการคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 8,994.53 kgCO₂e หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่ประมาณ 543 ต้น

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความพยายามที่จะเปลี่ยนการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนจากคำว่า “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ไปสู่การระบุผลลัพธ์ในรูปแบบที่สามารถวัดได้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรพิจารณาควบคู่กับวิธีการคำนวณ ขอบเขตของการประเมิน และสมมติฐานที่ใช้ เพื่อให้สามารถประเมินผลด้านคาร์บอนได้อย่างถูกต้องและเปรียบเทียบกับมาตรการอื่นได้

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้น เพราะการวัดผลด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนจะช่วยให้บริษัทสามารถเชื่อมเป้าหมาย ESG เข้ากับการพัฒนาโครงการและการบริหารจัดการผลกระทบได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ “สี” แต่คือวิธีคิดในการพัฒนาบ้าน

ในโครงการ Nova Westgate เบเยอร์ระบุว่า มีการนำผลิตภัณฑ์หลายประเภทมาใช้ตามลักษณะพื้นผิวและพื้นที่ ได้แก่ Beger Primer Pro-200 สำหรับรองพื้น, Beger Super Hi-Shield ชนิดด้าน สำหรับผนังภายนอก รวมถึงงานฝ้าเพดานและผนังภายใน และ BegerCool Flex Shield สำหรับบริเวณงานบัว

เมื่อมองในภาพใหญ่ สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงรายชื่อผลิตภัณฑ์ แต่คือการนำ “ระบบวัสดุ” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบประสบการณ์การอยู่อาศัย

สำหรับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แนวทางดังกล่าวอาจช่วยสร้างความแตกต่างของโครงการในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพชีวิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างเองก็มีโอกาสขยับบทบาทจากผู้จำหน่ายสินค้าไปสู่ พันธมิตรด้านโซลูชันความยั่งยืนของอาคาร

Green Living กำลังกลายเป็นโจทย์ธุรกิจของอสังหาริมทรัพย์

กรณีของ Nova Westgate สะท้อนให้เห็นว่า ESG ในภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังถูกนำลงมาสู่ระดับที่ใกล้กับผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบอาคาร ระบบพลังงาน ไปจนถึงวัสดุที่อยู่ในบ้านแต่ละหลัง

ความท้าทายในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการบอกว่าโครงการใด “Green” หรือ “Sustainable” แต่คือการตอบให้ได้ว่า ความยั่งยืนนั้นสร้างผลลัพธ์อะไรให้กับผู้อยู่อาศัย ธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม และสามารถวัดผลได้มากน้อยเพียงใด

เพราะในท้ายที่สุด บ้านที่ยั่งยืนอาจไม่ได้หมายถึงบ้านที่มีเทคโนโลยีสีเขียวมากที่สุด แต่เป็นบ้านที่สามารถทำให้ การใช้ชีวิตที่ดีขึ้น การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นพร้อมกันในชีวิตประจำวัน

และนั่นคือทิศทางที่แนวคิด Green Living Ecosystem กำลังพยายามเปลี่ยนจากแนวคิดด้าน ESG ระดับองค์กร ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้ตั้งแต่วันที่เข้าไปอยู่อาศัย

ESG อสังหาริมทรัพย์Green BuildingLow VOCsคุณภาพอากาศภายในบ้านบ้านประหยัดพลังงานบ้านรักษ์โลกลดคาร์บอนวัสดุก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน
Comments (0)
Add Comment