เอพี ไทยแลนด์ จับมือมหิดล ต่อยอด “หย่อมป่า” ดัน Biodiversity ในโครงการบ้าน รับโจทย์เมืองร้อน ฝุ่น PM2.5

43

AP Thailand ลงนามความร่วมมือกับ Mahidol University เดินหน้าแนวคิด “Toward a Sustainable Future” เพื่อพัฒนาแนวทางออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ ทั้งปัญหาความร้อนสะสม ฝุ่น PM2.5 และพื้นที่สีเขียวต่อประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากโครงการ “หย่อมป่า” ของเอพี ซึ่งเดิมเน้นการออกแบบพื้นที่สีเขียวในโครงการที่อยู่อาศัย โดยรอบใหม่จะขยายแนวคิดไปสู่การวาง “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” (Green Infrastructure) ที่มีบทบาทด้านสิ่งแวดล้อมจริง ไม่ใช่เพียงการจัดสวนเพื่อความสวยงาม

นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล ของเอพี ไทยแลนด์ กล่าวว่า บริษัทต้องการยกระดับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากการสร้างที่อยู่อาศัย ไปสู่การสร้าง “ระบบนิเวศของการอยู่อาศัย” ที่เชื่อมโยงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยเข้ากับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

แนวทางพัฒนาพื้นที่สีเขียวของโครงการ จะอ้างอิงหลักการออกแบบเพื่อ Biodiversity 3 ด้าน ได้แก่

72990
  • Design for Ecosystem ออกแบบพื้นที่สีเขียวให้ทำหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ลดอุณหภูมิสะสมในเมือง ช่วยดักจับฝุ่น และเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน
  • Multi-tiered Planting ปลูกพรรณไม้หลายระดับชั้น เลียนแบบระบบป่าธรรมชาติ เพื่อสร้างแหล่งอาศัยให้แมลงผสมเกสรและนกในเมือง
  • Urban Fit & Native Resilient เลือกใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะกับสภาพอากาศเมือง ลดภาระการดูแลรักษา และลดความเสี่ยงกระทบโครงสร้างอาคารในระยะยาว

เอพีระบุว่า แนวคิดดังกล่าวจะเริ่มนำร่องในโครงการแนวราบ THE CITY Bangna 3 ซึ่งพัฒนาในลักษณะ “ระบบนิเวศขนาดย่อม” หรือ Urban Micro Ecosystem โดยใช้พรรณไม้หลายชั้นทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับทั้งผู้อยู่อาศัยและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ แนวคิด “หย่อมป่า” ถูกนำไปใช้ในคอนโดมิเนียม LIFE Sathorn Sierra ซึ่งได้รับรางวัล Good Design Award (G-Mark) จากญี่ปุ่น ในด้านการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่เชื่อมโยงกับการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม แนวทางพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้าน Biodiversity ยังถือเป็นโมเดลใหม่ในตลาดไทย และยังต้องติดตามผลในระยะยาว ทั้งด้านต้นทุนการดูแลรักษา ประสิทธิภาพในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมจริง รวมถึงความสามารถในการขยายไปสู่โครงการขนาดใหญ่ในอนาคต

การขยับของเอพีในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการแข่งขันใหม่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพสิ่งแวดล้อมของการอยู่อาศัย” มากขึ้น หลังผู้บริโภคเมืองเผชิญปัญหาสภาพอากาศ ฝุ่น และพื้นที่สีเขียวลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

Leave A Reply

Your email address will not be published.