Pruksa Holding หรือ PSH เปิดแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ในปี 2569 หลังตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและยอดขายบ้านแนวราบที่ชะลอตัว โดยบริษัทประกาศเดินหน้าสู่โมเดล “Integrated Living & Healthcare Platform” เชื่อมธุรกิจที่อยู่อาศัยกับบริการสุขภาพ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) และลดการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,430 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจเฮลท์แคร์ภายใต้ Vimut Holding มีรายได้ 562 ล้านบาท เติบโต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ EBITDA เพิ่มขึ้น 24%
คุณปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พฤกษา โฮลดิ้ง ระบุว่า ทิศทางใหม่ของบริษัทเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การดูแลเชิงป้องกัน และคุณภาพชีวิตระยะยาวมากขึ้น ทำให้บริษัทต้องปรับจาก “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านการอยู่อาศัยและสุขภาพแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living”
3 กลยุทธ์หลัก “พฤกษา” ปี 2569 บริษัทวางกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่
- Asset-Optimized บริหารสินทรัพย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ประจำ
- Capital-Efficient รักษาสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินให้อยู่ในระดับต่ำ
- Well-Living-Focused เชื่อมบริการสุขภาพเข้ากับการอยู่อาศัย
ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Gearing Ratio) เพียง 0.26 เท่า และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.35% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ดันธุรกิจรายได้ประจำ เพิ่มคลังสินค้า-อพาร์ตเมนต์เช่า
หนึ่งในทิศทางสำคัญของ PSH คือการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสร้างกระแสเงินสดระยะยาว ผ่านโครงการคลังสินค้าอัจฉริยะ อาคารเชิงพาณิชย์ และ Eco Apartment หรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่า
บริษัทระบุว่า ปัจจุบันมี Eco Apartment แล้ว 5 อาคาร ในทำเลลำลูกกา รังสิต และบ่อวิน โดยใช้จุดแข็งด้านการก่อสร้างเร็ว ทำให้ระยะเวลาคืนทุนหรือ Time to Cash อยู่ที่ประมาณ 4 เดือน และสามารถปล่อยเช่าเต็ม 100%
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายามกระจายความเสี่ยงจากตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดจากหนี้ครัวเรือนสูงและการเข้มงวดสินเชื่อของธนาคาร
ตลาดบ้านยังเปราะบาง ยอดขายบ้านเดี่ยวต่ำสุดรอบ 5 ปี
คุณธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Pruksa Real Estate ระบุว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1/2569 ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยวที่มียอดขายต่ำสุดในรอบ 5 ปี
ในไตรมาสแรก บริษัทเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 4,060 ล้านบาท เน้นกลุ่มพรีเมียมและแนวราบบนทำเลที่มีกำลังซื้อรองรับ ขณะเดียวกันยังเร่งระบายสต๊อกสินค้าพร้อมขายมูลค่า 65,300 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด ยอดพรีเซลล์ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2,700 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 2,660 ล้านบาท
เปิดโมเดลใหม่ “เช่าเพื่อซื้อ” เจาะลูกค้ากู้ไม่ผ่าน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่บริษัทเร่งใช้ คือ Lease & Rent-to-Own Program หรือ “เช่าเพื่อซื้อ” ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้านำค่าเช่ามาเปลี่ยนเป็นเงินดาวน์ในอนาคต เพื่อลดข้อจำกัดการขอสินเชื่อบ้าน
นอกจากนี้ยังมี Leasehold Program เจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติและกลุ่มกำลังซื้อสูงที่ต้องการทางเลือกการถือครองแบบยืดหยุ่นมากขึ้น
บริษัทเริ่มใช้เครือข่าย Micro Agents และการขายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น รวมถึงเจาะกลุ่ม SME ออนไลน์ที่ต้องการพื้นที่สต๊อกสินค้าและรองรับการขายผ่านไลฟ์คอมเมิร์ซ
ดัน “วิมุต” เป็น New Profit Engine
ธุรกิจโรงพยาบาลถูกวางให้เป็น “เครื่องยนต์รายได้ใหม่” ของกลุ่ม โดย Vimut Hospital เดินหน้าขยายบริการเฉพาะทางและเวชศาสตร์เชิงป้องกัน
นายแพทย์นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร วิมุต โฮลดิ้ง ระบุว่า รายได้หลักในไตรมาสแรกมาจากบริการศัลยกรรม กระดูกและข้อ ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ และตรวจสุขภาพ
ขณะเดียวกัน Theptarin Hospital ยังเป็นฐานสำคัญด้านการดูแลโรคเรื้อรังและเวชศาสตร์วิถีชีวิต เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และ Lifestyle Medicine
ปีนี้ วิมุตตั้งเป้าขยายบริการสุขภาพผู้หญิงแบบครบวงจร (One-Stop Women’s Health Platform) รวมถึงเพิ่มฐานผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเอเชียใต้ ซึ่งเติบโต 141% และ 70% ตามลำดับ
ไฮไลต์โครงการใหม่ปี 2569 โครงการสำคัญที่บริษัทเตรียมทำตลาดปีนี้ ได้แก่
- The Reserve Villa Sukhumvit 89/1 เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้สูงในเมือง
- The Palm Courtyard Bangna KM.8 ชูแนวคิดพื้นที่สีเขียวและสุขภาพ
- The Palm Vibhavadi 64 โครงการขนาดเล็กเพียง 19 ครอบครัว
- The Connect Panya-Ramintra มูลค่า 950 ล้านบาท เตรียมเปิดไตรมาส 2
- Chapter One Ratchada 19 คอนโด Low-Rise แนว Pet-Friendly
- Chapter One Thapra Interchange คอนโด High-Rise สูง 32 ชั้น เตรียม Soft Launch ปลายปี
วิเคราะห์: พฤกษากำลังลดความเสี่ยงจากธุรกิจบ้าน
การ Transform ของพฤกษาสะท้อนภาพเดียวกับผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายรายที่เริ่มลดการพึ่งพารายได้จากการขายบ้านเพียงอย่างเดียว หลังตลาดเข้าสู่ภาวะชะลอตัวต่อเนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง หนี้ครัวเรือนสูง และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น
จุดต่างของพฤกษา คือการมีธุรกิจโรงพยาบาลอยู่ในเครือ ทำให้สามารถต่อยอดบริการสุขภาพเข้ากับฐานลูกบ้านเดิมได้ง่ายกว่าอสังหาฯ รายอื่น อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การสร้างรายได้จาก Ecosystem ดังกล่าวให้มีขนาดใหญ่พอจะชดเชยรายได้อสังหาฯ ที่ชะลอตัวในระยะยาว รวมถึงการรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจเฮลท์แคร์ ซึ่งแข่งขันสูงและใช้เงินลงทุนต่อเนื่อง
ในระยะสั้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่ในระยะยาว โมเดลที่เชื่อม “บ้าน-สุขภาพ-บริการ” อาจกลายเป็นหนึ่งในแนวทางใหม่ของผู้พัฒนาอสังหาฯ ไทย หากสามารถสร้างรายได้ประจำและฐานลูกค้าระยะยาวได้จริง