กลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ INTERLINK Group ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Unveiling the Next Move of INTERLINK Group” เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาค โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงาน และโครงข่ายสื่อสาร รองรับการลงทุนใน Data Center, Cloud, AI และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคอาเซียน
การประกาศวิสัยทัศน์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการลงทุนด้านดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งจากผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก ผู้พัฒนา Data Center และการลงทุนด้านพลังงานเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยี AI
INTERLINK ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจ AI ไม่ได้อาศัยเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งระบบพลังงาน เครือข่ายสื่อสาร และศูนย์ข้อมูล จึงวางโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มในรูปแบบ Infrastructure Ecosystemครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาอุปกรณ์ การก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารและให้บริการโครงข่าย
ภายใต้โครงสร้างดังกล่าว บริษัท ILINK จะรับบทเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์และโซลูชันด้าน Digital Infrastructure ครอบคลุมระบบสายสัญญาณ ระบบเครือข่าย ดาต้าเซ็นเตอร์ อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงาน
ส่วน IPOWER จะรับผิดชอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและระบบสื่อสาร เช่น สายส่งไฟฟ้าแรงสูง สถานีไฟฟ้า สายเคเบิลใต้น้ำ ระบบ Smart Grid รวมถึงโอกาสในธุรกิจ EV Infrastructure และพลังงานแสงอาทิตย์
ขณะที่ ITEL จะทำหน้าที่บริหารและให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม ครอบคลุม Fiber Network, Data Center, International Gateway และโครงข่ายเชื่อมต่อระหว่างประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวของการลงทุนด้านดิจิทัลในประเทศไทยและอาเซียน
บริษัทระบุว่า การเชื่อมโยงศักยภาพของทั้งสามธุรกิจ จะช่วยให้กลุ่มสามารถให้บริการโครงสร้างพื้นฐานได้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รองรับการลงทุนด้าน AI Infrastructure ที่มีแนวโน้มเติบโตในช่วงหลายปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาผลประกอบการล่าสุด จะพบว่ากลุ่ม INTERLINK ยังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยปี 2568 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจจัดจำหน่ายและวิศวกรรม 3,285 ล้านบาท ลดลง 19.1% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิจากธุรกิจหลักอยู่ที่ 309.9 ล้านบาท ลดลง 26.1% ส่วนกำไรสุทธิรวมลดลงเหลือ 185.8 ล้านบาท จาก 743.7 ล้านบาทในปี 2567 หลังมีการเปลี่ยนวิธีบันทึกบัญชีจากการลดสัดส่วนการถือหุ้นใน ITEL และรับรู้ผลขาดทุนจากการสูญเสียอำนาจควบคุมบริษัทย่อย ส่งผลให้โครงสร้างงบการเงินเปลี่ยนจากการรวมงบเต็มรูปแบบ (Full Consolidation) มาเป็นวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method)
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม 995 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.65% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 78.1 ล้านบาท ลดลงเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง แม้ว่ากำไรจากการดำเนินงานหลักยังทรงตัวในระดับที่บริษัทมองว่าแข็งแกร่ง
INTERLINK ระบุว่า แม้รูปแบบการจัดทำงบการเงินของกลุ่มจะเปลี่ยนแปลง แต่ทั้ง ILINK, IPOWER และ ITEL จะยังดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “One INTERLINK, One Direction” โดยมุ่งสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคในระยะยาว มากกว่าการเติบโตของบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง.