ตลาดรับสร้างบ้านปี 69 ฟื้นไม่ทั่วถึง แต่บ้านหรู 100 ล้านในอีสานพุ่ง “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูพอร์ต 1,200 ล้าน
ตลาดรับสร้างบ้านปี 69 ฟื้นไม่ทั่วถึง แต่บ้านหรู 100 ล้านในอีสานพุ่ง “มาสเตอร์ แปลน 101” ชูพอร์ต 1,200 ล้าน ลุยโต 25%
มาสเตอร์ แปลน 101 ภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2569 ยังอยู่ในจังหวะ “ฟื้นตัวแบบระมัดระวัง” หลังผ่านปี 2568 ที่กำลังซื้อชะลอตัวต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจและสินเชื่อที่เข้มงวด ข้อมูลจาก สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านทั้งระบบอยู่ในระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี โดยกลุ่มราคาบ้าน 5–20 ล้านบาทยังเป็นฐานใหญ่สุดของตลาด แต่แรงขับเคลื่อนใหม่เริ่มชัดในเซ็กเมนต์บน โดยเฉพาะบ้านราคา 50–100 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเติบโตสวนทางภาพรวม

บ้านหรู 100 ล้าน ขยับฐานไปอีสาน
การขยายตัวของดีมานด์บ้านหรูระดับ 100 ล้านบาทในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองเศรษฐกิจอย่าง ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา และอุบลราชธานี เริ่มเห็นการก่อสร้างคฤหาสน์ขนาดใหญ่บนที่ดินผืนใหญ่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจัยหนุนมาจาก 1) การเติบโตของผู้ประกอบการท้องถิ่นและนักธุรกิจรุ่นใหม่ 2) การถือครองที่ดินต้นทุนต่ำกว่าเมืองหลวง ทำให้สามารถขยายขนาดบ้านได้มาก 3) โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น ทั้งสนามบิน มอเตอร์เวย์ และรถไฟทางคู่

สมาคมฯ ประเมินว่า ตลาดบ้านระดับบนแม้สัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบทั้งระบบ แต่มีมูลค่าเฉลี่ยต่อหลังสูง ทำให้มูลค่ารวมขยับขึ้นชัด และการแข่งขันย้ายจาก “จำนวนหลัง” ไปสู่ “มูลค่าต่อสัญญา”
ภาพรวมตลาด: โตแบบคัดกรองลูกค้า
ปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดรับสร้างบ้านได้รับแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างและการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยหันไปจับกลุ่มลูกค้า Real Demand และกลุ่มเงินสดมากขึ้น
ข้อมูลจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดสะท้อนว่า ยอดขายเฉลี่ยหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่กลุ่มบ้านหรูยังรักษามาร์จิ้นได้ดีกว่า เนื่องจากลูกค้าไม่ได้พึ่งพาเลเวอเรจสูงเหมือนกลุ่มกลางล่าง
“มาสเตอร์ แปลน 101” กับพอร์ต 1,200 ล้านในมือ
ท่ามกลางบริบทดังกล่าว บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้รับสร้างบ้านหรู ระบุว่า ปี 2567 บริษัททำยอดขายได้ 900 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 675 ล้านบาทในปี 2568 ตามภาวะตลาด
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 843 ล้านบาท เติบโต 25% จากปีก่อน โดยมีงานในมือ (Backlog/Portfolio) มูลค่ารวมประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่ทยอยรับรู้รายได้ในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า
หากเทียบกับตลาดรวมที่เติบโตระดับหลักหน่วยต่ำถึงหลักหน่วยกลาง เป้าหมาย 25% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ และจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการปิดการขายกลุ่ม Ultra-Luxury ที่มีฐานลูกค้าจำกัด
กลยุทธ์: จับ Ultra-Luxury มากกว่าขยายฐานกว้าง
บริษัทประกาศวางตำแหน่งตัวเองในกลุ่มบ้านหรูระดับบน พร้อมเปิดแบบบ้านซีรีส์ใหม่ “Gold Series” ซึ่งออกแบบรองรับบ้านขนาดใหญ่และฟังก์ชันเฉพาะทาง เช่น โซน Super Car, Vertical Mansion กลางเมือง และงานดีไซน์ Modern Iconic
ในเชิงกลยุทธ์ บริษัทพยายามลดความเสี่ยงงานก่อสร้างผ่านระบบควบคุมคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 และเสนอระยะเวลาก่อสร้างชัดเจนไม่เกิน 18 เดือนสำหรับบ้านไม่เกิน 1,000 ตร.ม. พร้อมรับประกันโครงสร้าง 30 ปี
อย่างไรก็ตาม ตลาด Ultra-Luxury มีความผันผวนตามความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและสภาพคล่องของกลุ่มนักธุรกิจ หากเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง การตัดสินใจสร้างบ้านระดับ 80–100 ล้านบาทขึ้นไปอาจถูกเลื่อนออกไปได้ง่ายกว่าตลาดกลาง
สัญญาณที่ต้องจับตา
-
กำลังซื้อภูมิภาค – หากดีมานด์บ้านหรูในอีสานต่อเนื่อง จะทำให้ผู้รับสร้างบ้านจากกรุงเทพฯ ต้องขยายทีมและเครือข่ายไปต่างจังหวัดมากขึ้น
-
ต้นทุนวัสดุและแรงงาน – บ้านระดับบนใช้วัสดุนำเข้าและแรงงานเฉพาะทางสูง ความผันผวนค่าเงินมีผลโดยตรง
-
การแข่งขันแบรนด์เฉพาะทาง – ตลาดบนมีผู้เล่นไม่มาก แต่แข่งขันด้านคุณภาพและชื่อเสียงสูง การรักษามาตรฐานจึงสำคัญกว่าการเร่งปริมาณ
บทสรุป
ปี 2569 จึงเป็นปีที่ตลาดรับสร้างบ้าน “โตแบบเลือกกลุ่ม” ไม่ได้ขยายทั้งระบบ แต่ขยับในเซ็กเมนต์บน โดยเฉพาะบ้านหรูมูลค่า 100 ล้านบาทที่เริ่มเห็นฐานลูกค้าชัดในภาคอีสาน
สำหรับมาสเตอร์ แปลน 101 พอร์ตในมือ 1,200 ล้านบาทเป็นกันชนสำคัญ แต่การทำให้ยอดขายโต 25% ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ จะเป็นบททดสอบว่าการโฟกัส Ultra-Luxury เพียงพอหรือไม่ในรอบวัฏจักรเศรษฐกิจถัดไป.


