เอพี ไทยแลนด์ ประกาศแผนดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งหลังปี 2569 เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 27 โครงการ มูลค่ารวม 32,320 ล้านบาท ครอบคลุมบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด คอนโดมิเนียม และโครงการในต่างจังหวัด เพื่อขยายพอร์ตที่อยู่อาศัยรองรับความต้องการของผู้บริโภคในหลายระดับราคาและหลายทำเล
แผนเปิดโครงการใหม่แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 22 โครงการ ประกอบด้วยทาวน์โฮมและบ้านแฝด 8 โครงการ บ้านเดี่ยว 8 โครงการ และโครงการต่างจังหวัด 6 โครงการ ขณะที่คอนโดมิเนียมมีอีก 5 โครงการ
นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าธุรกิจภายใต้แนวคิด AP CODE – The Code of Living Quality ซึ่งใช้เป็นกรอบการพัฒนาโครงการและการบริหารธุรกิจ โดยยังคงให้น้ำหนักกับการออกแบบที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิตของลูกค้า พร้อมรักษาวินัยด้านการบริหารพอร์ตโครงการและคุณภาพการก่อสร้าง
ไฮไลต์แนวราบ เปิดบ้านเดี่ยว-บ้านแฝด-ทาวน์โฮมหลายทำเล
ในช่วงไตรมาส 3 บริษัทเตรียมเปิดโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้แบรนด์ CENTRO ได้แก่ ศรีนครินทร์–บางนา 2, พหลโยธิน–สายไหม และทวีวัฒนา 2 ซึ่งเป็นการขยายพอร์ตในทำเลที่มีความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย
ฝั่งทาวน์โฮมและบ้านแฝด จะเปิดตัวโครงการ บ้านกลางเมือง ศรีนครินทร์–บางนา, GRANDE PLENO พหลโยธิน–ธูปะเตมีย์ และ GRANDE PLENO ปิ่นเกล้า–จรัญฯ 2 เพื่อรองรับตลาดครอบครัวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
คอนโดเจาะตลาดคนเมืองและ First Jobber
ด้านคอนโดมิเนียม บริษัทเตรียมเปิดตัว 2 โครงการหลัก ได้แก่ ASPIRE Sathorn–Taksin Priva คอนโดสูง 22 ชั้น จำนวน 381 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท บนทำเลสาทร–ตากสิน และ GOOD DAY More Bangmod ซึ่งเป็นแบรนด์คอนโดใหม่ เจาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราคาเริ่มต้น 2.19 ล้านบาท
ขยายตลาดภูมิภาคต่อเนื่อง
นอกจากตลาดกรุงเทพฯ บริษัทเตรียมขยายโครงการแบรนด์ “อภิทาวน์” เพิ่มอีก 6 จังหวัด ได้แก่ หาดใหญ่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี สุพรรณบุรี และบุรีรัมย์ สะท้อนกลยุทธ์ขยายฐานรายได้จากตลาดต่างจังหวัดที่ยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยต่อเนื่อง
สะท้อนมุมธุรกิจ
การเปิดโครงการใหม่กว่า 3.23 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง ถือเป็นการเดินหน้าลงทุนเชิงรุกของเอพี แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยบริษัทเลือกกระจายการลงทุนทั้งแนวราบ คอนโดมิเนียม และตลาดภูมิภาค เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ขณะที่ความสำเร็จของแผนดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงความสามารถในการระบายสต็อกและสร้างยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายในสภาวะการแข่งขันที่ยังคงรุนแรง.